Sunday, April 19, 2009

กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร (John Murphy's Ten Laws of Technical Trading)

วันนี้ผมขอเสนอ "กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร" เป็น 10 ข้อที่ดีมากสำหรับ Technical Analysis ครับ

คือ ถ้าเราสามารถทำตามนี้ได้นั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ เราแทบจะไม่ขาดทุน หรืออาจจะกำไรด้วยซ้ำไปครับ ขอแค่อย่าพยายาม "เดา" เอาเองว่ามันน่าจะขึ้น หรือมันน่าจะลงครับ ให้เราดูจากสัญญาน Indicators และก็อีกหลายๆ อย่างใน 10 ข้อนี้เป็นตัวชี้นำ หรือแนวทางครับ (เพราะหลายๆ ครั้งที่ ติดลบตัวแดง หรือขาดทุน ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากการตัดสินใจในการ "เดา" เอาเองของเรามากกว่า โดยไม่รอสัญญานจาก Indicators และอีกหลายๆ อย่างประกอบครับ)

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ
หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. ตามแนวโน้ม
ศึกษากราฟระยะ ยาว เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์กราฟรายเดือน และรายสัปดาห์ ด้วยการดูย้อนหลังหลายปี โดยการทำแบบนี้ จะทำให้มีมุมมอง ระยะยาว ต่อตลาดได้ดีขึ้น ขณะที่ศึกษากราฟระยะยาวจบแล้ว ควรศึกษากราฟรายวัน และกราฟเทรดภายในวัน การดูกราฟระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดได้ แม้ว่าคุณจะทำการซื้อขาย ในระยะที่สั้นมากๆ ก็ตาม คุณจะซื้อขายได้กำไรมากขึ้น ถ้าคุณซื้อขายในทิศทางเดียวกับแนวโน้มระยะกลาง และระยะยาว...

2. พุ่งเป้าไปที่แนวโน้ม และไปกับมัน
ตัดสิน แนวโน้ม และซื้อขายตามแนวโน้มตลาด แนวโน้มตลาดแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เริ่มแรก ควรที่จะใช้กราฟก่อนที่จะเทรด คุณต้องแน่ใจก่อนว่า คุณทำตามทิศทางเดียวกับในแนวโน้มตลาด ซื้อเมื่อแนวโน้มขึ้น ขายเมื่อแนวโน้มลง ถ้าคุณเทรดในระยะกลาง ควรใช้กราฟวัน และรายสัปดาห์ ถ้าคุณเดย์เทรด ควรใช้กราฟวัน และกราฟการซื้อขายภายในวัน แต่ในแต่ละกรณี ควรใช้กราฟระยะยาว ตัดสินแนวโน้ม และใช้กราฟระยะสั้น ตัดสินช่วงจังหวะเวลาซื้อขาย...

3. หาจุดต่ำสุด และสูงสุดของมัน
หา ระดับแนวต้าน (Resistance) และแนวรับ (Support) ตำแหน่งที่ดีสำหรับการซื้อคือ ซื้อใกล้กับแนวรับ โดยที่แนวรับนั้น ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของเดิม ตำแหน่งที่ดีสำหรับการขายคือ ใกล้เคียงกับแนวต้าน (ตีความได้ว่า น่าจะไม่ใช่ที่แนวต้านพอดี) แนวต้านปรกติแล้ว คือจุดสูงสุดเดิม หลังจากผ่านแนวต้านไปได้จะทำให้เกิดแนวรับใหม่ตรงจุดที่ผ่านไป หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ราคาตรงแนวต้านที่ผ่านไป จะเป็นราคาต่ำสุดใหม่ (แนวรับในอนาคต) ในอีกขณะ ที่เมื่อแนวรับถูกทำลาย ราคาตรงตรงนั้นจะกลายเป็น จุดสูงสุดใหม่ (แนวต้านในอนาคต)...

4. เราจะมองย้อนหลังกลับไปอย่างไร
เราจะใช้การวัดเปอร์เซนต์ Retracement การที่ตลาดขึ้นหรือลง โดยปรกติจะเป็นสัดส่วนจาก แนวโน้มเดิม

ดู ที่รูปนะครับ จะเป็น USD/JPY ที่กราฟ M15 แนวโน้มเดิมคือขึ้น ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแนวโน้ม กลับตัวเป็นลง เราสามารถคาดการณ์ แนวต้าน 23.6% 38.2% 50% 61.8% 100% ในกรณีนี้ Rebound ที่ระดับ 23.6%



(คำแนะนำทางทฤษฎี : คุณสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้จากแนวโน้มที่เป็นอยู่ ในรูปแบบของ % ง่ายๆ 50% Retracement ในแนวโน้มหลัก ถือเป็นระดับปรกติ ระดับน้อยที่สุด คือ 1 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก ระดับมากที่สุดคือ 2 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก Retracement แบบ Fibonacci ระดับ 38.2% และ 61.8% ก็น่าสนใจ ในขณะที่เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น จุดซื้อควรเป็นระดับที่ 33-38%)...

5. ลากเส้น
วาด เส้นแนวโน้ม (Trendline) เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดในเครื่องมือแบบกราฟ สิ่งที่คุณต้องการคือ เส้นตรง 1 เส้น และจุดสองจุดบนกราฟ เส้นแนวโน้มขึ้นลากจาก จุดต่ำสุด 2 จุด เส้นแนวโน้มลง ลากจากจุดสูงสุด 2 จุด ราคามักจะถูกดึงกลับไปที่เส้นแนวโน้ม ก่อนที่จะไปตามแนวโน้มต่อไป โดยการขึ้นลงผ่านเส้นแนวโน้มนั้น ปรกติจะถือว่าเป็นการเปลี่นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มที่ใช้ได้ มักจะถูกทดสอบอย่างน้อย 3 ครั้ง เส้นแนวโน้มระยะยาว จะมีประสิทธิภาพมาก และยิ่งจำนวนครั้งที่ถูกทดสอบมีมากเท่าไหร่ ความสำคัญก็จะยิ่งมีมากขึ้น...

6. ตามค่าเฉลี่ย
ค่า เฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) จะให้สัญญาณเป้าหมาย ซื้อและขาย ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะบอกคุณว่า แนวโน้มยังอยู่ในแนวโน้มเดิม และช่วยในการทำให้แน่ใจถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม แม้ว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะไม่สามารถบอกคุณถึงอนาคตล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแนวโน้มตามค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่า สนใจ การผสมผสานของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 ค่า เป็นวิธีการที่เป็นที่นิยมมาก สำหรับใช้หาสัญญาณซื้อ และสัญญาณขาย การผสมผสานสัญญาณซื้อ-ขาย ที่เป็นที่นิยมกันคือ 4 กับ 9 วัน , 9 กับ 18 วัน , 5 และ 20 วัน จะให้สัญญาณเมื่อ เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดค่าเฉลี่ยระยะยาวกว่า ตัวอย่างเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 วัน (ระยะสั้น) ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 9 วัน (ระยะยาวกว่า) ขึ้น หมายถึงสัญญาณซื้อ เมื่อราคาตัดสูงขึ้น (สัญญาณซื้อ) หรือต่ำกว่า (สัญญาณขาย) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 วัน ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อขายที่ดี โดยที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเป็นตัวชี้การเป็นไปตามแนวโน้ม ซึ่งวิธีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหล่านี้จะดีที่สุดใน ตลาดที่มีแนวโน้มอย่างชัดเจน...

7. เรียนรู้การเปลี่ยนแนวโน้ม
ตรวจ ดูเครื่องมือ Oscillators ต่างๆ เครื่องมือ Oscillators นั้น ช่วยในการหาตลาดที่เกิดภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และตลาดที่เกิดภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ให้ความแน่ใจในการเปลี่ยนแนวโน้มตลาด เครื่องมือ Oscillators จะเป็นตัวบอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลงมากขึ้น หรือจะกลับตัวในไม่ช้า ที่เป็นที่นิยมมากคือ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองค่านี้เป็นที่นิยมใช้ในสเกล 0 ถึง 100 ค่า RSI ที่มีค่ามากกว่า 70 ถือว่าเป็นภาวะที่ซื้อมากเกินไป (Overbought) ขณะที่ถ้าอ่านค่าได้ต่ำกว่า 30 ถือเป็นภาวะที่ขายมากเกินไป (Oversold) การซื้อหรือขายมากเกินไป สำหรับ Stochastic คือ 80 และ 20 คนส่วนใหญ่นิยมใช้ค่า 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ Stochastic และ 9 หรือ 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ RSI เมื่อตัว Oscillator เกิด Divergence บ่อยครั้ง จะแสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ใช้ได้ดีสุดในตลาดที่ไม่มีแนวโน้ม (Sideway) สัญญาณรายสัปดาห์จะใช้กรองสัญญาณรายวัน สัญญาณรายวันสามารถใช้ในการกรองสัญญาณภายในระหว่างวัน...

8. เรียนรู้ สัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นการรวมระบบการตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ด้วยการวัดระดับภาวะซื้อเกินไป (Overbought) และขายเกินไป (Oversold) สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อ สัญญาณที่เร็วกว่าตัดสัญญาณที่ช้ากว่า และเส้นทั้งสองเส้นต่ำกว่า 0 สัญญาณขายคือ สัญญาณที่ช้ากว่าตัดสัญญาณที่เร็วกว่า และค่าทั้งสองค่า มากกว่า 0 สัญญาณรายสัปดาห์ถือว่ามีความสำคัญเหนือกว่า รายวัน MACD Histogram วาดความแตกต่างระหว่าง 2 เส้น และให้การเตือนก่อนถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม มันถูกเรียกว่า Histogram เนื่องจากระดับความสูงของแท่ง แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง 2 เส้นบนกราฟ...

9. มีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม
ใช้ Average Directional Movement Index (ADX) ใช้เส้น ADX ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าตลาดในขณะนั้นมีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม มันวัดถึงระดับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม และทิศทางของตลาด การเพิ่มขึ้นของเส้น ADX ชี้ให้เห็นถึงการมีแนวโน้มที่มากขึ้น การลดลงของ ADX ชี้ให้เห็นถึงการที่ตลาดไม่มีแนวโน้ม การเพิ่มของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวชี้วัด การลดลงของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่า Oscillators ด้วยการลากทิศทางของเส้น ADX ผู้ซื้อขายสามารถตัดสินใจระหว่าง สไตล์ในการซื้อขาย และอะไรเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภาวะในตลาดในขณะนั้น...

10. เรียนรู้ถึงการสนับสนุนสัญญาณการซื้อขาย
ปริมาณ การซื้อขาย (Volume) สิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายนั้น ประกอบด้วยปริมาณการซื้อขายรวม และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ เป็นสิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายรวมมีความสำคัญมาก่อนราคา ปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจะทำให้เชื่อได้ว่าชักจูงสู่แนวโน้ม ในขณะที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายรวมควรมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายขณะเปิด เป็นสิ่งที่สนับสนุนว่า เงินใหม่ได้เข้ามาสู่ หรือชักจูงเข้ามาสู่แนวโน้ม การที่ปริมาณซื้อขายขณะเปิดลดลงบ่อยครั้ง จะเป็นการเตือนว่าแนวโนมโน้มใกล้จบลง ราคาที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีทั้งปริมาณการซื้อขายรวมที่มากขึ้น และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ...


*** การศึกษาทางเทคนิค เป็นทักษะที่ทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยประสบการณ์ และการศึกษา ดังนั้นควรศึกษา และเรียนรู้ตลอดเวลา ***

ที่มา คุณ SuperTar จาก ForexRichClub

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ นักเทรดทุกท่านนะครับ ขอให้เทรดได้กำไรเยอะๆ นะครับ และอย่าลืม "ลงทุนอย่างมีสติ"

Tuesday, April 7, 2009

Money management สิ่งสำคัญเพื่อการบริหารพอร์ท Forex ให้ได้กำไร

ทำไม Money management ถึงสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะทำกำไร เราต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเงิน แต่คนส่วนมากได้มองข้ามมันไป

Trader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไรในการเทรด 1 ครั้ง แล้วก็เทรดเลย อย่างนี้ค้าเรียกว่าการพนันไม่ใช่ การลงทุน

ถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพนันอยู่ คุณไม่ได้มองการลงทุนระยะยาว คุณกำลัง รอ jackpot การบริหารเงินไม่เพียงช่วยเราป้องกันเงินทุน ยังสามารถทำมีกำไรในระยะยาวอีก แต่ถ้าคุณยังคิดว่าการเล่นแบบรอ jackpot เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรามาดูตัวอย่างกัน

Casino หรือ เจ้ามือ คนเหล่านี้ เก่งเรื่อง สถิติ เค้ารู้ว่าระยะยาวแล้ว เจ้ามือจะเป็นคนได้เงิน ไม่ใช่นักพนัน ถึงจะมีคนถูกรางวัล Jackpot เป็นเงินก้อนโต แต่ก็จะมีนักพนันอีกมากกว่าร้อยที่ไม่ถูก Jackpot แล้วเงินเหล่านี้ ก็จะเป็นของเจ้ามือ

อันนี้เป้นตัวอย่างที่ทำให้เห็นวา สถิติ สามารถ สร้างกำไรได้เหนือกว่า การพนัน
ในทางสถิติ หรือ เจ้ามือ ในกรณีนี้รู้ว่าจะควบคุมความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าทำได้ คุณก็จะมีกำไร

ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว

Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาว
ถ้าไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง

สม มุตรว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์
เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณคิดว่าคุณมี trade system ที่มีเปอร์เซนต์ชนะ 70 เปอร์เซนต์ ดังนั้นคุณไม่มีทางเสีย ติดต่อกันได้ถึง 10 ครั้ง ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Trade system ที่ดี ในการเทรด Trade system ที่ทำ profitable ได้ 70 เปอร์เซนต์ ดูเหมือนเป็น system ที่ดีมาก แต่มันไม่ได้หมายความว่า ใน100 เทรดคุณจะชนะ 70เทรด
คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก

จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร

ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารุ้ว่าไม่สามารถชนะได้ทุกเกมส์ เค้าจะเล่นด้วยจำนวนเงินที่น้อย จากเงินทั้งหมดที่เค้ามี มันสามารถทำให้เค้ารอดพ้นจากการเสียครั้งใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำในฐานะ trader เทรดใน เปอร์เซนต์ที่น้อยจากจำนวนเงินที่มีทั้งหมด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว

รูปตัวอย่าง ความแตกต่างระหว่างคนที่เล่นเปอร์เซนต์น้อย และคนที่เล่นโดยใช้เปอร์เซนต์สูง


คุณจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากระหว่าง การเล่น 2 เปอร์เซนต์เมื่อ เทียบกับ 10 เปอร์เซนต์ ของเงินทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง ถ้าคุณเสียติดต่อกัน 19 ครั้ง
การลงด้วยเงิน 10 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสีย 85 เปอร์เซนต์จากเงินทั้งหมด !!!!
แต่การลงด้วยเงิน 2 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสียแค่ 30 เปอร์เซนต์ของมาจิ้นเท่านั้น
แต่ มันคงเกิดขึ้นได้ยาก งั้นมาดูแค่การเสีย 5 ครั้งติดต่อกัน ถ้าคุณลง 2 เปอร์เซนต์คุณจะมีเงินเหลือ 18447 แต่ถ้าคุณลง 10 เปอร์เซนต์ จะเหลือเงินแค่ 13122 ซึ่งจะมากกว่าการเสีย ติดต่อกัน19 ครั้งของ การลง 2 เปอร์เซนต์ซะอีก!!!

จุดประสงค์ที่ยกขึ้นมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ Money management เมื่อตอน drawdown คุณยังมีเงินทุนเหลือพอที่จะเล่นต่อไป คุณลองคิดว่าถ้าคุณเสีย 85 เปอร์เซนต์ของเงินทั้งหมด คุณต้องทำให้ได้ 566 เปอร์เซนต์ของเงินที่เหลือ เพื่อให้เท่าทุน คุณคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

อันนี้คือตารางที่ จะทำให้คุณรู้ว่าจากการ ขาดทุน คุณต้องทำเท่าไรถึงจะเท่าทุน



คุณจะเห็นว่า ยิ่งเสียมากมันก็ยากที่จะ ทำให้มันกลับมาเท่าทุน นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ Money management

Risk to reward
เป็นการเทรดที่ อัตราส่วนอยู่ที่ 3 ต่อ 1 คือ Winner trade ต้องมากกว่า 3 เท่าจาก looser trade ถ้าเทรด แพ้ และ ชนะ สลับกัน
Profitable trade จะอยู่แค่ 50 เปอร์เซนต์ แต่เรามีกำไร นะครับ



Credit http://www.babypips.com/school/money_management.html
แปลโดย Golink

Tuesday, March 11, 2008

บทเรียน forex ชั้นเตรียมอนุบาล (type of trading)

แปลจาก
http://www.babypips.com
คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ กับหลายท่านที่ต้องการปูพื้นฐานก่อนการเทรด Forex นะครับ

เรียน forex ชั้น เตรียมอนุบาล

การซื้อขายสองชนิด
การวิเคราะห์มีอยู่ 2 ชนิด ซึ่งคุณสามารถใช้เมื่อเข้าถึง forex การวิเคราะห์มูลฐาน และการวิเคราะห์ทางเทคนิค มักจะมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า การวิเคราะห์แบบไหนดีกว่า, แต่ ตามความจริงแล้ว เราจำเป็นต้องรู้ทั้งสองบ้างเล็กๆน้อย ดังนั้น มาดูเป็นอย่างเป็นอย่างไป จากนั้นจะได้นำมาใช้ร่วมกันได้

1.การวิเคราะห์มูลฐาน
การวิเคราะห์มูลฐาน คือวิธีดูตลาดผ่านปัจจัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองที่มีผลกระทบต่อ ปริมาณและความต้องการ อุปสงค์/อุปทาน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ คุณดูว่าเศรษฐกิจของใครกำลังไปได้ดี, และของใครกำลังแย่ แนวความคิดเบื้องหลังการวิเคราะห์ชนิดนี้ก็คือ เศรษฐกิจของใครก็ตามที่กำลังดี เงินตราของเขาก็ต้องดีด้วยเช่นกัน นี้เพราะว่า ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศดี ประเทศอื่นๆยิ่งมีความเชื่อมั้นมากในเงินตรานั้น เป็นต้นว่า, ดอลลาร์แข็งขึ้นเพราะ เศรษฐกิจของอเมริกากำลังแข็งแรง ถ้าอัตราดอกเบี้ยของอเมริกาสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าของเงินดอลล่าก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน และนี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่าการวิเคราะห์มูลฐาน ในหลักสูตร ภายหลัง เราจะได้เรียนว่าเหตุการณ์ข่าวประเภทไหนกัน ที่ผลักดันค่าเงินตราได้มากที่สุด ตอนนี้ให้รู้แค่ว่าการวิเคราะห์มูลฐานของ forex คือ วิธีวิเคราะห์เงินตราผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น

2.การวิเคราะห์เชิงเทคนิค
การวิเคราะห์เชิงเทคนิค คือ การศึกษาของการเคลื่อนไหวของราคา พูดให้สั้น คือ วิเคราะห์ทางเทคนิค = วิเคราะห์กราฟ (chart) แนวความคิดนี้ ก็คือเราสามารถดูประวัติการเคลื่อนไหวของราคา และอาศัยการขยับตัวของราคา ตัดสินคาดได้ในระดับหนึ่งว่าราคาจะไปที่จุดไหน โดยดูที่กราฟ คุณสามารถระบุแนวโน้ม และรูปแบบ ที่สามารถช่วยให้เห็นโอกาสดีในการชื้อขาย สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ แนวโน้ม! คนจำนวนมากมีคำพูดอยู่ว่า แนวโน้ม คือ เพื่อนของคุณ . เหตุผลคือ คุณอาจทำเงินได้มากกว่า เมื่อคุณสามารถค้นพบ แนวโน้ม แล้วซื้อขายในทิศทางเดียวกัน การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถช่วยคุณระบุแนวโน้มเหล่านี้ในขั้นต้นๆ ของมัน และเพราะฉะนั้น(ผมเพิ่งพูดว่าเพราะฉะนั้นใช่ไหม )จึงช่วยให้ คุณได้โอกาสซื้อขายทำกำไรมาก

ดังนั้น การวิเคราะห์แบบไหนดีกว่า
ผมดีใจที่ คุณถามคำถามนั้น คำตอบ คือ ไม่ใช่แบบใด ทั้งนั้น คุณต้องการการวิเคราะห์ทั้งสองชนิดที่จะเป็นนักค้าที่สมบูรณ์ นี้ คือ ตัวอย่างของการโฟกัสใช้การวิเคราะห์เพียงชนิดเดียวที่นำไปสู่ความหายนะ

สมมุติว่าคุณดูที่กราฟของคุณ และ คุณเห็นโอกาสดีที่จะซื้อขาย คุณรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก คิดอยู่ว่าฝนเงินกำลังจะตกลงจากท้องฟ้าแล้ว คุณพูดกับตัวคุณเอง "โห..เราไม่เคยเห็นโอกาสซื้อขายที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อน รักเจ้ากราฟนี่จัง" จากนั้น คุณก็ดำเนินการเข้าซื้อขายด้วยรอยยิ้มกว้างๆบนใบหน้า(ประเภทเห็นฟันทุกซี่เลย). แต่เดี่ยวก่อน .. ทันทีทันใด ราคาซื้อขายก็ขยับวูบไปถึง 30 จุด ในทิศทางตรงกันข้าม ! คุณรู้น้อยไปหน่อยว่า อัตราดอกเบี้ยได้ลดลงไปแล้วสำหรับเงินตราของคุณ และขณะนี้ทุกๆคนกำลังซื้อขายในทิศทางตรงกันข้าม รอยยิ้มกว้างก็กลายเป็นบูดเบี้ยวและ คุณเริ่มโกรธกราฟโยนคอมพิวเตอร์ของคุณลงไปกองบนพื้นแหลกละเอียด คุณเพิ่งสูญเสียเงินไปหนึ่งกล้อน, และมาตอนนี้คอมพิวเตอร์ของคุณก็พังซะแล้ว. ทั้งหมดนี้เพราะ คุณเพิกเฉยโดยสิ้นเชิงต่อการวิเคราะห์มูลฐาน
คำพูด:

สรุป

-การวิเคราะห์มีอยู่ 2 ประเภท : เชิงมูลฐาน และทางเทคนิค
-การวิเคราะห์มูลฐาน คือการวิเคราะห์ตลาดผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ( ตัวอย่างเช่น ดอลลาร์แข็งขึ้นเพราะเศรษฐกิจของอเมริกากำลังแข็งแกร่งขึ้น)
-การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวราคา การวิเคราะห์ทางเทคนิค = กราฟ
-การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังช่วยระบุแนวโน้มที่สามารถช่วยเราค้นพบโอกาสทำกำไรในการซื้อขาย
-เพื่อเป็นนักค้าที่สมบูรณ์, คุณต้องประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ทั้งสองร่วมกัน

Sunday, March 9, 2008

วิธีการฝากเงินเข้าบัญชี สำหรับท่านที่เทรด Forex กับ Marketiva

การฝากเิงินเข้าMarketivaนั้นทำได้2แบบ
1.การฝากเิิงินเข้าจากธนาคารออนไลน์ ธนาคาร WebMoney

ฝากเงินเข้า จะต้องมีเงินในบัญชี WebMoney แล้วนะครับ ถ้าไม่มีไปซื้อได้ ที่เว็บ http://www.ecurrencyplus.com หรือ http://www.e-currencystore.com ได้ครับ เมื่อมีเงินในบัญชีพร้อมแล้วก็ทำตามขั้นตอนข้างล่างเลยครับ

1.login เข้าสู้ account marketiva เลือกคำว่า Deposit Funds

2.เลือกวิธีโอนเงิน คลิ๊กคำว่า Deposit by web money

3.กรอกรายละเอียดในช่องที่มีเครื่องหมายดอกจันกำกับ
กรอกเลขบัญชี web money ของท่านในช่อง Sender Account กรอกจำนวนเงินในช่อง Amount แล้วคลิ๊กคำว่า Deposit Fund ที่อยู่ด้านล่าง รอสักครู่ ก็จะเข้าสู่เว็บ web money ทำการโอนเงิน ยอดเงินจะปรากฏใน Maketiva Account (Defult)ของท่านทันทีเมื่อโอนเงินเสร็จ

4.คิ๊กTranfer Fund ย้ายเงินที่ฝากฝากเข้าไป ย้ายจาก Defult ไปสู่ Live Forex
(ถ้าเงินที่โอนเข้าไปไม่ปรากฎไม่ต้องตกใจ ใ้ห้ส่งจดหมายไปหา support ครับ )


2.การโอนเิงินโดยตรงจากธนาคารในประเทศไทย โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนการโอนเงินโดยตรงจากธนาคารในประเทศไทยเข้าMarketiva
1.login เข้าสู้ account marketiva เลือกคำว่า Deposit Funds
2.เลือก deposit by wire transfer จดเลขบัญชีและชื่อธนาคารของMarketiva
3.แจ้งความประสงค์กับทางธนาคาร”ท่านต้องการโอนเงินไปต่างประเทศ”แจ้งเลขบัญชีกับทางธนาคาร
4. เมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว เข้าไปกรอกรายละเอียดต่างๆ ในช่องที่มีเครื่องหมายดอกจันกำกับให้ครบถ้วน หลังจากนั้นรอทางธนาคารส่งเงินไปประมาณ 1-7วันยอดเงินก็จะปรากฏในบัญชีMarketiva ของท่าน
5.หากเกิน7วันยอดเงินในบัญชีMarketivaไม่ปรากฎไม่ต้องตกใจmarketivaสมาชิกเยอะครับให้ติดต่อsupportทันที



หลังจากนั้น ให้ดูที่โปรแกรมเทรดของเรา ตรวจสอบที่ Portfolio ด้านซ้ายมือ แล้วดู Default Desk ถ้าเงินโอนเข้ามาเรียบร้อย จะอยู่ที่ Default Desk นี้ เราต้องทำการโอนอีกครั้ง ให้ไปอยู่ที่ Live Forex Desk จึงทำใช้เทรดได้
ให้คลิกที่ Account Center / Transfer Funds แล้วทำตามขั้นตอนด้านล่าง
1. From Desk: เลือก Default Desk
2. To Desk: เลือก Live Forex
3. Amount: ใส่จำนวนเงินจาก Default Desk ทั้งหมด
4. คลิกปุ่ม Transfer
เมื่อโอนเงินจาก Default Desk ไปที่ Live Forex เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเทรดด้วยเงินจำนวนนี้ได้เลย ครับ ขอให้ทุกท่านลงทุนอย่างมีสติ และขอให้รวยๆ ทุกท่านครับ

Saturday, March 8, 2008

การเทรด Forex โดยใช้โปรแกรม trade ของ Marketiva

หลังจากที่เราได้ทำขั้นตอนต่างๆ ที่ผ่านมาจนครบหมดแล้ว คราวนี้เราจะมาเริ่มใช้งาน โปรแกรมเทรดของ Marketiva นะครับ โปรแกรมนี้ชื่อ Streamster ซึ่งก็คือตัวที่เราโหลดมาแต่แรก ในขั้นตอนการสมัคร Marketiva นั่นเอง

สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัคร Marketiva สมัครที่นี่ครับ -> CLICK คลิ๊กที่เมนู Open Account
(Click เพื่อดูวิธีการสมัคร Marketiva)

เรามาต่อกันเลยนะครับ เมื่อเปิดโปรแกรม Streamster แล้ว พอ Login เข้าไปก็จะเจอหน้าจอนี้


เมื่อเราสมัครเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้เงินเรา 5 เหรียญทันที โดยเงินจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของ Live Forex และ ส่วนของ Default ส่วนละ $2.5 เราสามารถนำเงินมารวมกันได้ ( ยอดเงินสามารถดูได้ที่ Portfolio )

จากรูปข้างบนผมขอแบ่งออกเป็น 4 ส่วนเพื่อง่ายต่อความเข้าใจนะครับ

พื้นที่ 1 ซ้ายบนของโปรแกรม - คือ ราคาในปัจจุบันครับ จะมี 3 tap คือ Forex rate, Fund rate และ Latest news

Forex rate คือ ราคาที่วิ่งขึ้นลง ของค่าเงินแต่ละคู่ เราสามารถเพิ่ม-ลด คู่ที่จะดูได้ที่ปุ่ม subscriptions ครับ

Fund rate คือ ราคาของกองทุน -อันนี้ผมไม่เล่นนะครับ - กองทุนจะมีปันผลเป็นเปอร์เซ็นต์ (แต่ปันผลเมื่อไหร่ไม่รู้นะครับ) และเล่นได้ขาขึ้นอย่างเดียวเหมือนหุ้น และราคาที่เห็น เป็นราคาต่อ 1 หน่วย - ซื้อขายเป็นหน่วยครับ

Latest news เป็น ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

พื้นที่ 2 ขวาบน- เป็นพื้นที่แสดงผลของกราฟ เดี๋ยวกลับมาว่ากันเรื่องการ set ครับ

พื้นที่ 3 ซ้ายล่าง - แสดงจำนวนทุนของเรา ซึ่งตอนลงโปรแกรมใหม่จะมี 4 ส่วนคือ

1. Live Forex - อันนี้คือเงิน “จริง” จะมีทุนฟรีมาให้เรา $2.5 เล่นได้ ก็ได้จริง เสียก็เสียจริง
2. Virtual Forex - อันนี้คือเงิน “ปลอม”
3. Live Fund - อันนี้คือเงิน “จริง” ที่ใช้เทรด Fund ซึ่งจะมีทุนฟรีมาให้เรา $2.5 เล่นได้ ก็ได้จริง เสียก็เสียจริง เช่นกัน
4. Virtual Fund - อันนี้คือเงิน “ปลอม” ใช้เทรด Fund

สำหรับคนที่ไม่เล่น Fund ให้ย้ายทุนมาที่ Forex โดยไปที่

พื้นที่ 4 ขวาล่าง- ส่วนนี้จะมี 4 tap ซึ่งเราจะสนใจแค่ 2 คือ Position กับ Account Center

1. Position จะบอกข้อมูลแต่ละ order ที่เราทำการเทรด โดยสถานะหลังสุดจะบอกว่า Position นี้ open อยู่ หรือ close ไปแล้ว เราจะเห็นการทำกำไร-ขาดทุน แต่ละ order ที่นี่ ครับ โดยดูที่ช่อง Profit กับ Point โดย Profit จะบอกเป็นจำนวน “เงิน” ที่ได้ หรือเสีย อยู่ (ถ้าจะ close ในเวลานั้นๆ) และ Point จะบอกเป็น “จุด” - ไม่ต้องสนใจสีเขียว หรือแดงนะครับ เพราะมันเป็นการบอกแค่เทียบว่าเพิ่มขึ้น หรือลดลง เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้า

2. Account Center จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ account ของเรา และทำการ deposit หรือ withdraw (ส่วนนี้จะหน้าตาเหมือนกับเวลา login ที่เว็บไซด์ - แต่ห้าม login ที่โปรแกรม และเว็บไซด์พร้อมกันนะครับ)

ต่อจากเมื่อกี้ ให้ย้ายทุน โดยไปที่ tap นี้ แล้ว ไปที่เมนู Account Center เลือก Transfer fund แล้วทำการย้าย
Live Fund -> Live Forex จะทำให้เรามีทุนที่ Forex เพิ่มเป็น $5
Virtual Fund -> Virtual Forex -อันนี้จะไม่ย้ายก็ได้ครับ

เวลาเรา deposit เงินจะมาที่ Desk ก่อนนะครับ จากนั้นเราจึง transfer จาก desk มาที่ live forex ส่วนเวลาถอน ก็ transfer จาก live forex มา desk ก่อน ค่อย withdraw นะครับ

การ Set Indicator ใน marketiva

Indicator ก็คือเครื่องมือชี้วัด ต่างๆ ครับ ทำการเพิ่มเติมได้โดยกดเมาส์ขวาที่ส่วนของ Charting เลือก Add Indicator จะเห็นรายการกราฟแบบต่าง ๆ มากมายครับ ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะที่จะใช้นะครับ

ขั้นแรกขอให้ทำการ Remove Indicator เก่าออกให้หมดก่อนนะครับ โดยคลิ๊กที่ indication (เส้นสีๆ) แล้ว จะมี window เล็กๆ ขึ้นมา เลือก remove this indicator



จากนั้นให้ คลิ๊กขวาเลือก Style->Candlesticks





จากนั้น ให้คลิ๊กขวาเพื่อ set indicator ต่างๆ ดังนี้

1. Moving Average
Type : Simple
Period : 50
Line Color : น้ำเงิน

2. Moving Average
Type : Exponential
Period : 100
Line Color : ชมพู

3. Moving Average
Type : Exponential
Period : 5
Line Color : แดง

4. Bollinger Bands
Type : Exponential
Period : 20
Multiple : 2.0
Upper Line Color : เขียวอ่อน
Lower Line Color : เหลือง

5. Parabolic SAR
Acceleration : 0.020
Maximum : 0.20
Color : น้ำตาล

6. Moving Avg Conv./Divergence (MACD)
Fast EMA Period : 12
Slow EMA Period : 26
MACD SMA Period : 9
MACD Color : น้ำเงิน
Signal Color : แดง
Histogram Color : ดำ

7. Relative Strength Index (RSI)
Period : 14
Line Color : แดง

8. Stochastic Slow
FastK Period : 5
SlowK MA Type : Exponential
SlowK Period : 3
SlowD MA Type : Exponential
SlowD Period : 3
SlowK Color : น้ำเงิน
SlowD Color : แดง

9. Horizontal Line เป็นเส้นแนวนอน เอาไว้ไล่ดูเส้นราคาครับ



การวิเคราะห์กราฟ

Buy เมื่อ
ถ้าเส้นราคา (แท่งเทียนขาว-ดำ) และเส้น MV 5 ตัดเส้น MV 50 และ เส้น MV 100 ขึ้น และเส้นราคาเกาะขอบ Bollinger Bands ขอบบน (สีเขียว) บวกกับมี Parabolic SAR อยู่ใต้เส้นราคา และดันขึ้น บวกกับ MACD สีน้ำเงินตัดสีแดงขึ้น และมีภูเขาเกิดขึ้นเหนือระนาบ 0 บวกกับ RSI อยู่ใต้ 30 และหักหัวขึ้น บวกกับ Stochastic อยู่ใต้ 20 และหักหัวขึ้น

Sell เมื่อ
ถ้าเส้นราคา (แท่งเทียนขาว-ดำ) และเส้น MV 5 ตัดเส้น MV 50 และ เส้น MV 100 ลง และเส้นราคาเกาะขอบ Bollinger Bands ขอบล่าง (สีเหลือง) บวกกับมี Parabolic SAR อยู่เหนือเส้นราคา และกดลง บวกกับ MACD สีน้ำเงินตัดสีแดงลง และมีภูเขาหัวกลับเกิดขึ้นใต้ระนาบ 0 บวกกับ RSI อยู่เหนือ 70 และหักหัวลง บวกกับ Stochastic อยู่เหนือ 80 และหักหัวลง

กราฟเวลาที่เหมาะสมคือ 15 ถึง 30 นาที ทั้งนี้ อาจใช้ 5 นาทีเพื่อหาจังหวะเข้า และ 1 - 4 hrs เพื่อดูแนวโน้มในระยะยาว

กราฟแต่ละเวลาหมายถึง ระยะเวลาที่แต่ละแท่งเทียนถูกเขียนขึ้นในกราฟนั้นๆ

สำหรับ กราฟ pattern แบบต่างๆ การอ่านแท่งเทียน สามารถศึกษาได้จากเว็บหุ้นทั่วไป

การสั่งซื้อขาย
เราสามารถทำการสั่งซื้อขายได้โดยการคลิ๊กที่คู่ของค่าเงินที่ต้องการ หรือคลิ๊กที่พื้นที่กราฟ ส่วนการ close หรือ modify position ก็ให้ไปคลิ๊กเลือกที่ position ที่ต้องการในพื้นที่ 4 สำหรับปริมาณที่จะซื้อ-ขาย ในช่อง quantity ให้ใส่เป็นจำนวน 100 เท่า ของที่เราต้องการนะครับ เช่นเราจะเทรด $1 ให้ใส่ 100 (จุดละประมาณ 1 เซ็นต์) เทรด $10 ให้ใส่ 1,000 (จุดละประมาณ $1)

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเทรดในบ้านเราคือ 12.00 - 22.00 ครับ ช่วงอื่นกราฟอาจจะอืดๆ ไปบ้าง ช่วงบ่ายๆ คือก่อนตลาดญี่ปุ่นปิด ตลาดยุโรป-ลอนดอนกำลังจะเปิด และ 19.00 ตลาดนิวยอร์คจะเปิดลองใช้ดูครับ เล่นกับเงินปลอมไปก่อน เพื่อทดลอง จะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

สามารถศึกษาการวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยวิธีทางเทคนิคเบื้องต้นและ indicator ต่างๆ โดย download e-book ไปศึกษาดูได้ที่
e-book พื้นฐานการวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยวิธีทางเทคนิค
(เครดิต: ตลาดหุ้นดอทคอม, Richesway.com, Forexrichclub )

นอกจากนั้นเราสามารถ chat แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนไทยคนอื่นๆ ที่เทรด Forex กับ Marketiva โดยไปคลิ้กที่เมนู Discussions ตรงพื้นที่ 2 ขวาบน แล้วคลิ้ก Groups จากนั้นเลื่อนหา Thailand ติ๊กแล้วกด OK ครับ

Thursday, March 6, 2008

ก่อนเทรด Forex ต้องแสดงตน (Identify Yourself ) กับทาง Marketiva ก่อน

ในการสมัครเทรดกับโบรกเกอร์ ต้องมีการส่งเอกสารเพื่อยืนยันตัวตนด้วยนะครับ เพราะทางโบรกเกอร์ต้องป้องกันเรื่องการฟอกเงิน และบางโบรกมีโบนัสให้ ทำให้สมัครได้แค่ 1 คนต่อ 1 account นะครับ การยืนยันตัวตนกับทาง Marketiva มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ
1. เข้าสู่ www.marketiva.com แล้วคลิ๊กที่ Account Center



2. ใส่ Username และ Passoword คลิ๊กที่ Log On



3. คลิ๊กที่ Services



4. คลิ๊กที่ Identify Yourself



5. ใส่ภาพลงในหัวข้อทั้ง 2 โดยมีขนาดไม่เกิน 100 K และต้องเป็น JPEG FORMAT เท่านั้น แล้วคลิ๊กที่ Upload (สีแดงด้านบน คือ การ Log Off)



6. รอเวลา 1 - 2 วัน ถ้าผ่านการตรวจสอบแล้ว จะเป็นดังภาพ



ตัวอย่างเอกสารของบัตรประชาชน และการเขียนระบุรายละเอียดครับ



ตัวอย่างเอกสารใบเสร็จค่าใช้จ่าย (ไม่ควรเกิน 60 วัน Scan ส่งไปด้วยขนาดไม่เกิน 100 K และเป็น JPEG FORMAT เท่านั้นนะครับ)




หลังจากยืนยันตัวตนกับทาง Marketiva ผ่านแล้วเราก็สามารถเริ่มเทรด Forex ได้แล้วครับ ตอนหน้าเราจะไปว่ากันถึง เรื่องวิธีการเทรด Forex กันครับ ขอให้รวยๆ กันทุกท่านนะครับ


อ้างอิงจาก : forexhot.com

Friday, February 29, 2008

เราจะเอาเงินจากการเทรด Forex ออกมาใช้ได้อย่างไร? วิธีสมัคร WebMoney

จากตอนที่แล้ว หลายท่านอาจจะสงสัยว่าถ้าเทรด Forex แล้วมีกำไร เราจะเอาเงินจาก Marketiva ออกมาใช้อย่างไร มาดูกันต่อเลย

เราสามารถถอนเิงินได้ 2 แบบครับ

แบบ 1. การถอนเิงินจากMarketivaเข้าธนาคารในประเทศไทยโดยตรง จะเสียค่าธรรมเนียม $14 ทุกครั้งที่มีการถอนเงิน
1.login เข้าสู้ account
2.ที่แถบเมนู คลิ๊ก Transfer Funds ช่องบน from desk เลือก Live Forex หรือ Live Fund ช่องล่างเลือก Default ใส่จำนวนเงินที่จะย้ายใน ช่อง Amount แล้วคลิ๊ก Transfer แล้ว confirm อืกครั้ง
3.ไปที่แถบเมนู คลิ๊ก withdraw funds เลือก withdrawal by wire transfer กรอกเลขบัญชีและชื่อธนาคารและที่อยู่ของธนาคารที่ต้องการให้ทางMarketivaโอนเงินไปให้
4.คลิ๊ก Withdraw Funds

แบบ 2. การถอนเิงินจากMarketiva ผ่าน WebMoney จะเสียค่าธรรมเนียม $7 เพียงครั้งแรกที่ถอนครั้งต่อไปไม่คิดค่าธรรมเนียม
สมัคร WebMoney ก่อนนะครับ จะคล้ายๆ กับ Paypal เป็นเสมือนธนาคารทางอินเตอร์เน็ตคล้ายๆ กัน (e-currency) แต่คนละบริษัท จัดทำเฉยๆ

WebMoney มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบการรักษาความปลอดภัยและให้ความยอมรับอย่างกว้างขวาง ดังนั้นทุกท่าน ต้องสมัครสมาชิก WebMoney ไว้ เพื่อใช้ในการลงทุน ทางอินเตอร์เน็ต การซื้อ การถอนก็ทำได้อย่างง่ายดายเนื่องจาก มีที่รับซื้อ ขาย WebMoney หลายแห่งครับ ในบ้านเราท่านสามารถสั่งซื้อ ขาย WebMoney ผ่านเว็บ www.ecurrencyplus.com, www.egoldthai.com หรือ www.e-currencystore.com ได้ครับ

ข้อมูลบริษัท WebMoney

* ชื่อบริษัท : WM Transfer Ltd.
* ก่อตั้งปี : 1998
* ที่ตั้ง : 119049, 7 Koroviy Val str., Moscow, Russia
* ข้อมูลการติดต่อ
- FAX: +7 (495) 727-43-33
- Technical support call center
+7 (495) 727-43-33 - Moscow
+7 (812) 309-02-91 - St. Petersburg
+44 (203) 239-60-39 - UK
+1 (646) 205-28-89 - USA

รายละเอียดเบื้องต้น

* สมัคร: ฟรี
* ค่าธรรมเนียมรายเดือน: ไม่มี
* ค่าธรรมเนียมในการรับเงิน: ไม่มี
* ค่าธรมเนียมในการส่งเงิน: 0.8% สูงสุด 50 USD (WMZ)


วิธีการสมัคร

- Keeper Classic (แนะนำ)

เหมาะ สำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หลายเครื่องหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้ อื่น เนื่องจากการสมัครแบบนี้จะเป็นลักษณะของการดาวน์โหลดโปรแกรม
การใช้งานมาติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และเข้าใช้งานโดยใช้รหัสผ่าน

- Keeper Light

เหมาะ สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว และไม่มีผู้อื่นมาร่วมใช้คอมพิวเตอร์ด้วย เนื่องจากการสมัครแบบนี้จะเป็นการฝัง Certificate file
ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถเข้าใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

วิธีสมัคร WebMoney Keeper Classic (แนะนำ)
เข้าไปที่เว็บ http://www.wmtransfer.com
แล้วดูตามรูปข้างล่างประกอบได้เลยครับ



หรือสามารถดูการสมัครได้ที่เวบตามรายชื่อนี้ครับ
http://e-currencystore.com/about_webmoney.php
http://www.ecurrencyplus.com/open_wmclassic.php


เกี่ยวกับบัญชี WebMoney

หลัง จากสมัครแล้วผู้ใช้งานจะได้รับหมายเลขบัญชี WebMoney (Webmoney Id หรือ WMId) ซึ่งเป็นตัวเลข 12 หลัก แต่เราจะไม่ใช้เลขบัญชีนี้ในการรับ - ส่งเงิน
เนื่องจาก WebMoney สามารถใช้งานได้หลายสกุลเงิน ดังนั้นผู้ใช้งานจึงต้องสร้างบัญชีย่อยประจำแต่ละสกุลเงินเพื่อใช้ในการรับ ส่งเงิน

* WMR - equivalent to RUR (R-Purse)
* WMZ - equivalent to USD (Z-Purse)
* WME - equivalent to EUR (E-Purse)
* WMU - equivalent to UAH (U-Purse)
* WMB - equivalent to Belorussian Roubles (B-Purse)
* WMY - equivalent to Uzbek Sum (Y-Purse)
* WM-C and WM-D - WMZ equivalent for transactions on - and D-purses
* WMG - equivalent of Gold (G-Purse)

ใน การรับส่งเงินนั้นจะใช้ หมายเลขบัญชีย่อยประจำแต่ละสกุลเงิน เช่น สกุล USD ก็จะใช้เลขบัญชีที่ขึ้นต้นด้วยตัว Z (Zxxxxxxxxxxxx) และ ทำการอ้างอิงด้วย WMId ดังนั้นหมายเลข WMId กับ หมายเลขบัญชีแต่ละสกุลเงินจึงจะไม่ใช่หมายเลขเดียวกัน

ประโยชน์การใช้งานของ Webmoney

1. ใช้สำหรับชำระสินค้าหรือค่าบริการต่างๆ : มี merchant หรือผู้ให้บริการจำนวนมากที่รับชำระเงินด้วย webmoney โดยส่วนใหญ่จะได้รับความนิยมในหมู่ประเทศแถบรัซเซียและยุโรป ซึ่งเราสามารถเช็คการให้เว็ปไซด็ ต่างๆเหล่านั้นได้ที่นี้

2. ใช้สำหรับรับส่งเงินระหว่างบัญชี(send money by e-mail): webmoney มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือการให้สมาชิกสามารถส่งเงินออนไลน์หากันได้ โดยทาง webmoney จะมีบริการของตัวแทน(exchanger) สำหรับ ผู้ต้องการแลก เปลี่ยนสกุลเงิน(currency exchange) หรือสามารถ เปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ ภายในบัญชีได้เอง หรือยังสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงิน webmoney เป็น e-currency อื่นๆ ได้อีก เราสามารถเช็คตัวแทน ในการแลกเปลี่ยน e-currency ได้ที่นี่

3. ใช้สำหรับลงทุนด้าน forex : มีโปรเกอร์จำนวนไม่ใช่น้อย ที่นิยมนำ webmoney มาใช้ชำระเงินผ่านระบบการลงทุน forex โปรเกอร์เหล่านั้นได้แก่ maketiva.com , litforex.org, fxegypt.com เป็นต้น

จาก 2 วิธีที่กล่าวมานี้ อาจจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถ้าใช้แบบแรกก็สะดวกดี แต่ค่าธรรมเนียมแพง ถ้าใช้แบบที่สองก็จะยุ่งยากหน่อย แต่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า แล้วแต่จะเลือกใช้นะครับ

จากนี้เราก็สามารถถอนเงินจากการเทรด Forex ออกมาใช้ได้แล้วครับ

ขอให้ทุกท่านลงทุนอย่างมีสติ และขอให้รวยๆ ทุกท่านครับ